ยางกัดเด็ก ยี่ห้อไหนดี อัปเดตปี 2024 พร้อมคำแนะในการใช้ยางกัดอย่างถูกต้องและปลอดภัยสำหรับลูกน้อย

เมื่อลูกน้อยอายุประมาณ 5 เดือนขึ้นไป ฟันซี่แรกก็จะเริ่มขึ้น ฟันจะค่อย ๆ ดันเหงือกขึ้นมา ทำให้ลูกเริ่มมีอาการคันเหงือก เจ็บเหงือก ลูกเลยชอบที่จะหยิบของเล่นเข้าปากเพื่อกัดเล่น เคี้ยวเล่น ให้ผ่อนคลายอาการคันเหงือกนี้ แต่เพื่อความสะอาด เพื่อความปลอดภัยกับเหงือกและฟันซี่แรกของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่จึงมักจะมองหายางกัดมาให้ลูกน้อยได้กัดเล่น

แต่ยางกัดเด็ก ไม่ใช่อะไรก็ได้นะคะ คุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นใจด้วยว่า วัสดุไร้สารเคมี นุ่มอ่อนโยนสำหรับเด็ก รูปทรงไม่เป็นอันตราย และไม่ทำให้เหงือกและฟันของลูกน้อยบาดเจ็บ แล้วแบบนี้จะเลือกยางกัดเด็กอย่างไรดี เด็กแรกเกิดใช้ยางกัดได้ไหม เรามีคำตอบมาให้ในบทความนี้ค่ะ

ยางกัดเด็ก ลดคันเหงือก แบบไหนดี ? ลูกควรใช้ได้ตอนอายุเท่าไหร่

สามารถเริ่มเล่นยางกัดได้ตั้งแต่อายุ 3 เดือน ขึ้นไป เนื่องจากยางกัดเด็กสามารถเป็นของเล่นเสริมพัฒนาการได้ หรือ เมื่อลูกอายุประมาณ 5 เดือน ให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตอาการลูก ว่ามักจะหยิบของเล่นทุกอย่างมากัดเล่นหรือเปล่า พอกัดไม่ได้เนื่องจากของเล่นนั้นแข็งเกินไป ระคายช่องปาก ก็จะทำให้ลูกร้องไห้งอแง เริ่มมีน้ำลายไหลมากขึ้นด้วย อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าลูกอยากหาอะไรกัดเคี้ยวเล่นเพื่อบรรเทาอาการคันเหงือก ก็สามารถเริ่มใช้ยางกัดเด็กได้แล้วค่ะ

ยางกัดเด็กมีกี่ประเภท พร้อมวิธีการเลือกยางกัดที่พ่อแม่ต้องรู้ !

1. ยางกัดเด็กแบบซิลิโคน

ยางกัดเด็กแบบซิลิโคน จะผลิตจากซิลิโคนฟู้ดส์เกรด BPA Free100% จะนิ่มพิเศษกว่ายางกัดทั่วไป สามารถนวดเหงือกลูกได้ดี และลูกน้อยสามารถสัมผัสรูปทรงได้ บิดเองไปมาได้ และซิลิโคนยังทนความร้อนได้ถึง 220 องศา จะสะดวกในการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค เพราะนึ่ง ต้ม และเข้าไมโครเวฟได้

2. ยางกัดเด็กแบบยางธรรมชาติ

จะผลิตจากยางจากธรรมชาติ BPA Free100% จะมีความคล้ายกับซิลิโคน แต่ยางกัดประเภทนี้จะมีรสชาติและกลิ่นของความเป็นยางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ มีความอ่อนนุ่ม แต่จะทำความสะอาดด้วยวิธีล้างและเช็ดทำความสะอาดเท่านั้น

3. ยางกัดเด็กแบบพลาสติก

ยางกัดเด็กแบบพลาสติก จะออกแบบให้นุ่ม ลดอาการคันเหงือกได้ดี จะผลิตจากพลาสติกแบบ BPA Free 100% แต่จะล้างทำความสะอาดได้อย่างเดียว ห้ามนึ่ง ต้ม และห้ามน้ำเข้าเครื่องอบยูวีด้วยค่ะ

วิธีเลือกยางกัดให้ลูกน้อยแบบที่ปลอดภัย ลดคันเหงือกลูกน้อยได้ดี

  • เลือกขนาดยางกัด

ยางกัดเด็กไม่ควรชิ้นเล็กจนเกินไป เนื่องจากตอนลูกน้อยเอาเข้าปากอาจจะหลุดเข้าคอได้หรือ ไม่ควรชิ้นยาวเกินไป เพราะอาจทำให้สำลักได้ และส่วนใหญ่ยางกัดขนาดเล็กมากจะไม่สามารถนวดเหงือกลูกน้อยได้ดีเท่าขนาดปกติด้วยค่ะ

  • เลือกจากวัสดุยางกัด

ยางกัดเด็กต้องผลิตด้วยวัสดุฟู้ดส์เกรด และสีจากธรรมชาติที่สามารถเข้าปากได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย และต้อง BPA Free, 6P Free, Toxic Free ปราศจากสารตะกั่ว พร้อมผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองจาก มอก.

  • รูปทรงของยางกัดเด็ก

การเลือกรูปทรงของยางกัดเด็กก็สำคัญ  เนื่องจากบนท้องตลาดทั่วไปมักจะมียางกัดรูปทรงแปลก ๆ ดูไม่เหมาะกับเด็กก็มีค่ะ ฉะนั้นให้เลือกยางกัดที่ออกแบบมาเพื่อทารกจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

  • มาตฐาน หรือ รางวัลยางกัดเด็ก

ยางกัดเด็กที่ได้รับมาตฐาน หรือ รางวัล จะช่วยการันตีว่าถูกทดสอบความปลอดภัยแล้ว ว่าเหมาะกับทารกและเด็กเล็กจริง สามารถนำเข้าปากได้อย่างไม่ต้องกังวล

  • ยางกัดที่มีมีคลิปกันหล่น

ยางกัดควรจะมีคลิปกันหล่นให้ หรือ สามารถซื้อแยกได้นะคะ เนื่องจากลูกน้อยยังหยิบจับของเล่นได้ไม่มั่นคง อาจทำหลุดมือตกลงพื้นที่มีแต่เชื้อโรคได้ ซึ่งการมีคลิปกันหล่นแล้วเอาหนีบกับเสื้อลูกน้อยไว้ จะช่วยให้ยางกัดไม่หล่นลงพื้นและไม่ต้องเสียเวลาล้างทำความสะอาดด้วยค่ะ

วิธีใช้ยางกัดเด็ก เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

  • เมื่อลูกใช้ยางกัด จะต้องอยู่ในสายตาของคุณพ่อคุณแม่ หรือ พี่เลี้ยงตลอดเวลา เพื่อจะได้ดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
  • ควรเช็กยางกัดเสมอ ว่ามีรอยแตกหรือเสียหายตรงไหนหรือไม่ เพราะรอยแตก คราบต่าง ๆ อาจเป็นอันตรายต่อช่องปากของลูกน้อย
  • หากยางกัดหล่นพื้น อย่าแค่เช็ดแล้วให้ลูกเอาเข้าปากต่อ ควรเริ่มทำความสะอาดใหม่เลย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูก
  • ระหว่างลูกเล่นยางกัด หากน้ำลายไหลเยอะ ควรจะเช็ดทันที เพราะน้ำลายมีส่วนกระตุ้นให้ลูกน้อยเกิดผดผื่นได้

วิธีทำความสะอาดยางกัดเด็ก แบบสะอาดและถูกต้อง

  • เมื่อลูกใช้ยางกัดเสร็จแล้ว ให้แช่ล้างทันที เพื่อป้องกันคราบติดแน่นล้างออกยาก
  • ให้ล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาดของใช้เด็ก โดยใช้ฟองน้ำเช็ดคราบออกให้สะอาด
  • ผึ่งยางกัดให้แห้งทุกครั้ง แต่ไม่ควรผึ่งแดด เพราะวัสดุอาจเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • วัสดุที่ทนความร้อนได้ ให้ใช้วิธีนึ่งหรือต้มเพื่อฆ่าเชื้อ แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกครั้งที่ล้าง เพราะอาจทำให้วัสดุเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

BabyGift แนะนำยี่ห้อยางกัดทารกคุณภาพดีและปลอดภัย รวมถึงมีราคาถูกเอื้อมถึงได้

1. MOMBELLA

Mushroom ยางกัดเห็ดมีรูรูปหัวใจ Version 2 ที่ Upgrade มาแล้ว

  • วัสดุซิลิโคนเกรดพิเศษ นิ่มกว่ายางกัดทั่วไปในตลาด
  • BPA free ปลอดภัยสำหรับทารก
  • ทนความร้อนได้ถึง 220 องศา
  • เข้าเครื่องนิ่งขวดนม ไมโครเวฟ และเครื่องอบ UV ได้
  • น้ำหนักเบา จับง่าย ถนัดมือทารก
  • น้ำหนักเบาเพียง 48 กรัม
  • ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองจาก FDA (อเมริกา) และ มอก.
    ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด

2. MOMBELLA

Octopus ยางกัดปลาหมึก ยางกัดสุดฮอตฮิตในอังกฤษ การออกแบบที่พิถีพิถันสุด ๆ เพื่อทารกอย่างแท้จริง

  • ซิลิโคนฟู้ดส์เกรด คุณภาพสูง เนื้อสัมผัสนุ่ม
  • ไร้รอยต่อและรอยแตกขนาดเล็ก ที่สะสมของแบคทีเรีย
  • BPA free ปลอดภัยสำหรับทารก
  • ทนความร้อนได้ถึง 220 องศา
  • เข้าเครื่องนิ่งขวดนม ไมโครเวฟ และเครื่องอบ UV ได้
  • น้ำหนักเบาเพียง 60 กรัม
  • ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองจาก FDA (อเมริกา) และ มอก.
  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด

3. MOYUMM

ยางกัดรูปช้าง แบบถุงมือ สามารถปรับขนาดได้ พร้อมกับกล่องเก็บยางกัดเพื่อความปลอดภัย ที่ไม่จำเป็นต้องมีสายรัดข้อมือหรือคลิปหนีบอีกต่อไป

  • น้ำหนักเบา วางตั้งได้ เพื่อสุขอนามัยของเด็ก
  • วัสดุซิลิโคน 100% เกรดการแพทย์จากประเทศเกาหลี
  • ออกแบบสวมข้อมือ มีส่วนช่วยในการพัฒนาฟันและกระตุ้นเหงือกทารก
  • ทนความร้อนได้ดีเยี่ยม -40 – 250องศา และสามารถต้มฆ่าเชื้อในน้ำร้อนและเครื่องอบ UV ได้
  • ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองจาก FDA (อเมริกา) และ มอก.
  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด

3. ANGE ยางกัด 3D ลายยีราฟ แบบคล้องมือ

Ange (อังจู) แบรนด์ที่มียางกัดเด็กให้เลือกมากมาย มีทั้งแบบรูปสัตว์ 3D แบบคล้องมือ ด้วยการดีไซน์ที่พิถีพิถันและคำนึงถึงขนาดมือเล็ก ๆ ของหนูน้อย วัสดุปลอดสารพิษ มีความหนึบสู้เหงือกสู้ฟันไม่ยวบกลวง จึงสามารถใช้นวดเหงือกให้นิ่มลงได้อย่างเห็นผล

ช่วงอายุที่เหมาะสม : 3 เดือนขึ้นไป

ช้อปแบรนด์ Ange พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ได้ที่หน้าร้านเบบี้กิ๊ฟนะคะ

BabyGift คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ใส่ใจในความปลอดภัย มาตรฐานการผลิตจากหลากหลายประเทศ มาให้คุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อได้อย่างครบวงจร พร้อมให้คำแนะนำในการเลือกซื้อสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูก สามารถแวะมาเลือกยางกัดเด็ก ยางกัดทารก ได้ที่ร้าน BabyGift 4 สาขา ใกล้บ้านคุณ หรือ สอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เพราะความปลอดภัยคือเหตุผลอันดับ 1 ที่พ่อแม่ต้องควักเงินซื้อคาร์ซีทให้ลูกน้อย ก็เพื่อปกป้องลูกจากการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ปัจจัยที่รองลงมาคือ ลูกนอนสบาย ใช้งานง่าย และงบประมาณ มาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีท จริงๆแล้ววัดจากอะไร ก็ต้องเป็นวัสดุที่รองรับแรงกระแทกด้านใน ซึ่งคาร์ซีทแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อใช้วัสดุภายในที่ไม่เหมือนกัน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้ 1. EPS Foam และ EPP Foam EPS Foam (Polystyrene Foam)  เป็นวัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทก ที่ใช้ใน หมวกกันน๊อค ช่วยปกป้องชีวิต ผู้สวมใส่ โฟมชนิดนึ้จึงถูกนำไว้ในคาร์ซีท ใช้รองรับแรงกระแทกสำหรับศีรษะและส่วนบนของร่างกายเด็ก ในกรณีที่เกิดการกระแทกโฟมจะแตกและจะกระจายแรงกระแทกออกไปโดยแทบไม่มีแรงสะท้อนกลับ จึงทำให้ได้เด็กปลอดภัย ดังนั้นผู้ผลิตคาร์ซีทระดับมาตรฐานสากลส่วนใหญ่ จึงนำโฟมชนิดนี้มาใช้ในคาร์ซีทเพื่อรองรับแรงกระแทกโดยเฉพาะ ส่วน EPP Foam (Polypropylene Foam) เป็นวัสดุที่คล้ายกับ EPS Foam แต่มีความยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่าย และทนความร้อนดีกว่า  จึงนำไปผลิตเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.carseatsite.com/FAQ.htm 2. Urethane […]

พัฒนาการของเด็ก แบ่งได้หลายแบบ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คือ เด็กปกติทั่วไปจะมีลำดับขั้นของพัฒนาการใกล้เคียงกัน ถ้าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าเกิน 6 เดือนขึ้นไป ถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างที่ต้องรีบช่วยเหลือ และกระตุ้นพัฒนาการอย่างเร็วที่สุด พัฒนาการปกติในแต่ละช่วงวัยเป็นดังนี้ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Development) ช่วงวัย พัฒนาการ แรกเกิด  งอแขนขา, เคลื่อนไหวเท่ากัน 2 ด้าน  1 เดือน  หันหน้าซ้ายขวา  2 เดือน  ชันคอ  4 เดือน  ยกแขนดันตัวชูขึ้นในท่าคว่ำ  6 เดือน  คว่ำหงายได้เอง  9 เดือน  นั่งได้มั่นคง, คลาน, เกาะยืน  12 เดือน  เกาะเดิน  15 เดือน  เดินเองได้  18 เดือน  วิ่ง, ยืนก้มเก็บของ  2 ปี  เตะลูกบอล, กระโดด 2 เท้า  3 ปี  ขึ้นบันไดสลับเท้า, ถีบรถ 3 ล้อ  4 ปี  ลงบันไดสลับเท้า, กระโดดขาเดียว  5 […]

ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่เป็นกรดไหลย้อนได้ เพราะลูกน้อยวัยทารกเบบี๋ก็เป็นได้เช่นกัน ! แถมคุณแม่รู้ไหมว่าเด็กทารกส่วนใหญ่เป็นกรดไหลย้อนได้มากถึง 25 คน จากทารกทั้งหมด 100 คนทีเดียว (ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล) ดังนั้นเชื่อว่าทุกท่านคงจะอยากรู้ว่าทำไม? เด็กเล็กๆ จึงเป็นกรดไหลย้อนได้  สาเหตุมาจากอะไร แล้วคุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรบ้าง เพราะขนาดผู้ใหญ่อย่างเราป่วยกรดไหลย้อน ยังทรมานและใช้ชีวิตลำบาก เราจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกรักตัวน้อย ที่พูดบอกอาการไม่ได้ แถมยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกด้วย ทำไม? กรดไหลย้อนจึงเกิดได้ กับลูกวัยทารก อาการของเบบี๋ เมื่อมีกรดไหลย้อน หากปล่อยให้ลูกเป็นเรื้องรัง อาจมีอาการไอ หลอดลมอักเสบ มีอาการที่รุนแรงลุกลาม จนอาจต้องใช้การผ่าตัดในการรักษาเพื่อให้หายได้ ป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกน้อยวันนี้! คุณแม่จะคงจะคลายกังวลได้ หากรู้ว่าสามารถป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกน้อยได้  ด้วยวิธีการต่างๆ นั่นคือ เตียงนอนปรับระดับศีรษะลูกน้อยได้ เป็นเตียงนอนสำหรับเด็กที่สามารถปรับระดับเตียงสูงต่ำได้ตามต้องการ ที่สำคัญยังช่วยป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกได้ เพราะสามารถปรับหัวเตียงให้ด้านศีรษะของลูกยกสูงขึ้นได้ง่ายๆ  โดยที่คุณแม่ไม่ต้องหาหมอนมาหนุนศีรษะลูก เช่นเตียง เตียงนอนทารก Dreamie Bed Side Crib – Prince & Princess ที่สามารถปรับระดับศีรษะของลูกให้นอนสูงขึ้นได้ถึง 2 ระดับ  ป้องกันอาการท้องอืดและกรดไหลย้อนหลังกินนม […]

การมีน้ำนมให้ลูกน้อยกินอย่างเพียงพอเป็นความปรารถนาของคุณแม่ทุกคน แต่การให้นมจากเต้าอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแม่ยุคใหม่ การปั๊มนมแม่จึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ลูกได้กินนมแม่แม้คุณแม่ไม่อยู่ใกล้ ๆ วันนี้ BabyGift จะมาแชร์เทคนิคการปั๊มนมแม่ให้ถูกวิธีและเกลี้ยงเต้า ที่จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่มีน้ำนมเก็บสำรองอย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป การปั๊มนมคืออะไร การปั๊มนมแม่ คือการนำน้ำนมออกจากเต้าเพื่อเก็บสำรองไว้ให้ลูกน้อยสำหรับมื้อต่อไป โดยสามารถใช้มือบีบหรือใช้เครื่องปั๊มนมเป็นตัวช่วยก็ได้ การปั๊มนมเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณแม่สามารถจัดการเวลาได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่ต้องให้นมจากเต้าลูกน้อยตลอดเวลา และยังช่วยให้คนในครอบครัวสามารถช่วยป้อนนมได้ในยามที่แม่ไม่สะดวกอีกด้วย การปั๊มนมกับคุณแม่สำคัญอย่างไร การปั๊มนมแม่ มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อตัวคุณแม่และลูกน้อย สำหรับลูก การได้รับน้ำนมแม่อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการและระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ส่วนคุณแม่เองก็จะได้ประโยชน์จากการปั๊มนมโดยตรง เช่น การป้องกันเต้านมคัดตึง การรักษาระดับน้ำนมให้คงที่และเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย อีกทั้งยังช่วยให้คุณแม่ประหยัดเวลา ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะหิว คุณแม่ควรเริ่มปั๊มนมตอนไหน ระยะเวลาในการเริ่มการปั๊มนมแม่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความต้องการของคุณแม่แต่ละคน คุณแม่บางคนอาจเริ่มปั๊มนมทันทีหลังคลอดเพื่อกระตุ้นน้ำนม ในขณะที่บางคนอาจรอให้ผ่านไป 2-3 สัปดาห์ หรือเริ่มเมื่อใกล้ถึงเวลาที่ต้องกลับไปทำงาน ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คุณแม่มีน้ำนมเพียงพอสำหรับลูกน้อย ซึ่งควรเริ่มฝึกการปั๊มนมแม่ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวและสร้างน้ำนมได้อย่างต่อเนื่อง 7 เทคนิคการปั๊มนมที่คุณแม่เตรียมคลอดควรรู้ การเรียนรู้เทคนิคการปั๊มนมแม่ตั้งแต่ก่อนคลอดจะช่วยให้คุณแม่มือใหม่มีความมั่นใจและพร้อมรับมือกับการให้นมลูกได้ดียิ่งขึ้น 1. ปั๊มนมทันทีภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด หลังคลอดทันทีถือเป็นช่วงเวลาทองในการเริ่มต้นการปั๊มนมแม่ หากลูกน้อยยังไม่สามารถเข้าเต้าได้ คุณแม่ควรเริ่มปั๊มภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด หรือช้าที่สุดไม่ควรเกิน 6 ชั่วโมง การปั๊มนมแม่ในช่วงนี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมและทำให้ร่างกายเรียนรู้ที่จะผลิตน้ำนมออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ […]

ว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย พอรู้ข่าวดีว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์คงเกิดอาการดีใจอยู่ไม่น้อย แต่ในความดีใจของคุณแม่ก็เกิดคำถามและความกังวลในหัวอยู่มากมาย โดยเฉพาะการลุ้นพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อยู่ตลอด หนึ่งในนั้นเชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลาย คงอยากรู้สินะว่า ลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงเราตอนไหน และการได้ยินของลูกจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ และคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถสื่อสารในรูปแบบไหนได้บ้าง ที่จะช่วยการกระตุ้นให้ลูกน้อยได้รับรู้ เพราะคุณแม่ทั้งหลายต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่าการพูดคุยกับลูกน้อยในครรภ์ เป็นการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีกับลูกได้ดีอีกอย่างหนึ่ง บางทีเราเองก็จะเห็นคุณแม่หลายๆคน เปิดเพลงคลาสสิกให้ลูกฟังสไตล์โมซาส เผื่อลูกจะได้อารมณ์ดี บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็เล่านิทาน แต่จริงๆแล้วคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงตอนกี่เดือนกันแน่ พัฒนาการการได้ยินของลูกน้อยในครรภ์ เริ่มต้นอย่างไร คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการ การได้ยินของลูกน้อยอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ได้ เพราะจริงๆแล้ว ทารกจะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่เดือนที่ 5 เป็นต้นไป และการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ โดยคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ อย่างมีประสิทธิภาพแบบง่ายๆ ได้ดังนี้ 1. พูดคุยกับลูกบ่อยๆ โดยการใช้น้ำเสียงปกติในชีวิตประจำวันที่เป็นอยู่ รวมถึงคุณแม่อาจจะเพิ่มการร้องเพลง หรืออ่านหนังสือ เข้าไปด้วยก็เป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์แล้ว 2. เปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะเป็นเพลงแนวไหน สามารถเปิดได้หมด ทั้ง โมสาร์ท คลาสสิก แจ๊ส ป๊อป ร็อค ลูกทุ่ง เพียงแค่ขอให้เป็นเพลงที่ฟังสบายๆ ไม่รุนแรงเกินไป ก็ช่วยให้ลูกได้รู้สึกถึงจังหวะมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นพัฒนาการการได้ยิน พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวเมื่อลูกได้ดิ้นและขยับตัวตามจังหวะดนตรีเพลง […]

“การจะมีลูกซักคนไม่ใช่เรื่องง่าย” คุณแม่ๆ อาจจะเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้าง เอาจริงๆ เราก็จะไม่ค่อยเก็ทฟีลกันเท่าไหร่ จนได้มามีลูกเป็นของตัวเอง อุปสรรคแรกที่ต้องเจอ ซึ่งเรียกได้ว่าหนักสำหรับแม่ๆ ทั้งหลายก็คือ การใช้ชีวิตไปในแต่ละวันพร้อมกับอาการ แพ้ท้อง อาการ แพ้ท้องไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคนหรอกนะคะ หรือคุณแม่บางคนอาจจะไม่ได้แพ้ท้องในท้องแรก แต่ไปแพ้ท้องในท้องสองก็ได้ เพราะงั้น ถ้ามีอาการนี้อยู่ หรือกลัวว่าจะมี เราลองมาดูเคล็บลับง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งหมอ ที่จะมาช่วยบรรเทาอาการแพ้กันดีกว่า 1. กลิ่นหอมสดชื่นเบาๆ ช่วยได้ เป็นปกติของทุกคนมั้ยคะ ที่เวลาเราได้กลิ่นอะไรน่าเวียนหัวแล้วรู้สึกเหมือนจะอาเจียน บางคนไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมฉุน บางคนไม่ชอบกลิ่นธูป เพราะฉะนั้นเรื่องกลิ่นก็มีผลกับอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกันค่ะ สิ่งสำคัญคือคุณแม่ควรจะอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท หากลิ่นหอมๆ ที่มีความสดชื่นมาไว้ใกล้ๆ กลิ่นที่สดชื่นเช่นนี้ก็จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกเวียนหัวน้อยลง แล้วก็สร้างความผ่อนคลายให้ได้อีกด้วย 2. ดื่มน้ำเป็นประจำ อาการแพ้ท้องส่วนมากก็จะมาในรูปแบบของการอาเจียน เพราะงั้นเราก็จะเสียน้ำไปเยอะมาก สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ ให้ดื่มน้ำเข้าไปทดแทน เพราะไม่งั้นอาจจะเกิดอาการขาดน้ำ ผิวหนังแห้งแตก หรือหน้ามืดได้ค่ะ นอกจากนี้การดื่มน้ำก็ยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น มีกำลังในระหว่างวันขึ้นมาบ้าง 3. ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำขิงร้อนๆ ต่อจากข้อข้างบน น้ำที่เราแนะนำก็จะเป็นน้ำอุ่นๆ หรือถ้าใครไม่ชอบทานน้ำอุ่นๆ ก็อาจจะลองเปลี่ยนเป็นน้ำขิงร้อนๆ ก็ได้นะคะ เพราะขิงเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่จะช่วยลดอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี แถมน้ำขิงยังช่วยกระตุ้นน้ำนมหลังคลอดได้ด้วยนะ […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid