7 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจซื้อเปลนอนทารกให้ลูกน้อย
คุณแม่รู้ไหม? เรื่องนอนของลูกน้อยทารกสำคัญมากพอๆ กับเรื่องการกินที่ดีเลยทีเดียว เพราะการนอน มีผลทั้งต่อสุขภาพร่างกาย พัฒนาการ อารมณ์จิตใจ และการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ในอนาคตของลูกน้อย
เพราะการให้ลูกน้อยได้นอนหลับเต็มที่ หลับสนิทและยาวนาน จะทำให้ Growth Hormone ในร่างกายลูกน้อยหลั่งออกมาได้ดี ส่งผลช่วยให้ลูกมีการเจริญเติบโตที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้การที่ลูกน้อยได้นอนหลับสนิทเต็มที่ ยังทำให้สมองพัฒนาได้ดี ทำให้ลูกตื่นมาอารมณ์ดี เป็นเด็กที่สดใสและเลี้ยงง่ายอีกด้วย
ดังนั้นคุณแม่จึงต้องใส่ใจเรื่องการนอนของลูกน้อย ด้วยการให้ลูกได้นอนหลับสบายเต็มที่ยาวนาน ไม่มีสิ่งต่างๆ มารบกวน โดยเฉพาะการเลือกเครื่องนอนหรือเปลนอนให้ลูก ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก โดยต้องเลือกเปลที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยม ปลอดภัย ลูกน้อยหลับได้ยาวนาน และยิ่งเป็นเปลที่ทำให้เบบี๋นอนหลับได้ง่าย เคลื่อนย้ายได้ แถมคุณแม่ไม่ต้องอุ้มเดินกล่อมลูกนอนให้ยุ่งยากต่อไป …นี่แหล่ะเปลนอนในดวงใจของทั้งคุณแม่และคุณลูก
เปลนอนทารกมีกี่แบบ?

1. เปลหิ้ว หรือเปลตะกร้า
เปลที่คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกนอนแล้วหิ้วเดิน หรือหิ้วไปใส่ในคาร์ซีทหรือรถเข็นได้ มีน้ำหนักเบา มีหูจับหิ้วสะดวก พกพาง่าย แต่ส่วนใหญ่มักจะมีขนาดเล็กซึ่งเหมาะสำหรับลูกน้อยวัยทารกแรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น ทำให้ใช้งานได้ไม่ยาวนานนัก

2. เปลไกว
เปลไกว คือเปลนอนสำหรับเด็กที่สามารถแกว่งโยกไปมาได้ เป็นการเคลื่อนไหวคล้ายขณะที่ลูกทารกยังอยู่ในท้องแม่ เพื่อช่วยคุณแม่ไกวเปลกล่อมลูกนอน โดยไม่ต้องอุ้มโยกกล่อมลูกน้อย ซึ่งเปลไกวมีการพัฒนาหลายแบบ ทั้งเปลไกวตั้งพื้นขนาดเล็กเฉพาะตัวลูก เปลไกวแบบลูกกรง เปลที่ต้องใช้แรงมือไกว เปลไกวอัตโนมัติ คือตั้งเวลาให้เปลโยกเองได้ ตั้งระดับการแกว่งว่าให้สูงแค่ไหน แถมบางรุ่นยังมีเสียงดนตรีมาให้อีกด้วย

3. เปลเตียง ที่ไกวได้
เปลชนิดนี้ล้ำหน้าและสามารถใช้ได้อเนกประสงค์มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นทั้งเตียงที่เคลื่อนย้ายมาประกบกับเตียงนอนของคุณพ่อคุณแม่ได้ และยังสามารถเป็นเปลไกวที่ช่วยกล่อมลูกน้อยนอนได้พร้อมกัน ซึ่งปัจจุบันเปลเตียงที่ไกวได้นี้ มีการออกแบบและใช้เทคโนลีที่ช่วยในการเลี้ยงลูกน้อยให้นอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น คือมีทั้งการตั้งระดับการไกวได้ เปิดด้านข้างได้ ยกระดับหัวเตียงเพื่อไม่ให้ลูกสำลักหลังกินนม ลดกรดไหลย้อนหรือแหวะนมออกมาได้ ทั้งยังมีการออกแบบไม่ให้เป็นลูกกรง แต่เป็นโครงสร้างไม้ที่แข็งแรงแล้วบุผ้า มีมุ้ง มีตาข่าย ให้คุณแม่สามารถมองเห็นลูกน้อยนอนได้ชัดเจนอีกด้วย

4. เปลแบบเพลเพน
หมายถึงเปลที่มีลักษณะเหมือนคอกกั้นเด็ก แต่พับเก็บได้ ทำให้พกพาสะดวก โดยเป็นเปลที่มีขนาดใหญ่และกว้าง มีราวกั้นที่สูง มั่นคง แข็งแรง เหมาะสำหรับลูกน้อยวัย 6-7 เดือนที่กำลังเริ่มคลาน และอาจใช้ได้นานจนกว่าลูกจะถึงวัยที่ปีนป่ายออกมาเองได้ เนื่องจากเปลเพลเพน จะสามารถช่วยป้องกันอันตรายจากการที่ลูกคลานซุกซนไปมา หรือป้องกันการลอดลูกกรงได้ โดยเปลเพลเพนจะมีทั้งแบบเปิดกว้างไม่มีมุ้ง และแบบมีมุ้งครอบเพื่อปิดป้องกันยุงหรือแมลงได้ด้วย
ปัจจัยต้องรู้ ก่อนซื้อเปลนอนทารก
- พื้นที่ในการวางเปล ก่อนซื้อเปลนอนให้ลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาวัดหรือเช็ดดูพื้นที่ในการวางหรือติดตั้งเปล เพื่อจะได้เลือกขนาดเปลให้เหมาะสมกับพื้นที่วางเปลภายในบ้าน หรือห้องนอน รวมทั้งหากคิดว่าจะเลือกซื้อเปลเผื่อต้องเดินทาง ก็ควรเลือกเปลนอนให้ลูก ชนิดที่พับเก็บ พกพา และกางออกมาใช้ได้สะดวก
- ตรวจสอบฐานให้มั่นคงและเลือกวัสดุอุปกรณ์ ที่มีความแข็งแรงคงทน แน่นหนา เพราะเปลต้องรองรับน้ำหนักลูกน้อย และต้องโยกไกว อุปกรณ์และวัสดุต้องไม่บอบบาง แตกหักง่าย รวมทั้งเวลาที่ประกอบหรือติดตั้งแล้วต้องระมัดระวังและตรวจดูอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยของเปลให้แน่นหนาเพียงพอที่จะป้องกันลูกหล่นตกลงมา เช่น หูจับเปล ซี่ลูกกรงไม่ห่างเกินไป ไม่มีเหลี่ยมแหลมคมของขอบเตียงและบริเวณที่ลูกนอนหรือสัมผัส น็อตหรือจุดเชื่อมต่อไม่หลุดหักง่ายเวลาไกวเปล
- ขนาดความสูง-ต่ำ ตั้งได้ไม่โยกเอียง เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย ไม่ให้ลูกน้อยดิ้นหรือกลิ้งจนตกเปลได้ ความสูงมีขนาดที่ลูกเล็กไม่สามารถปีนเปลได้ รวมทั้งเลือกเปลไกวที่กว้างพอและไม่สูงจากพื้นเกินไป ซึ่งจะช่วยให้เปลไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง รวมถึงเมื่อติดตั้งแล้วเปลไม่โยกเอียงง่ายจนล้มเอนทับลูก
- ชนิดของเปลไกว ความปลอดภัยในการไกว แกว่งของเปล ต้องเช็กว่าเปลนั้นโยกได้สูงระดับไหน สูงเกินไปจนอันตรายหรือไม่ ปรับระดับการไกวได้หรือเปล่า เพราะหากเป็นเปลที่ปรับระดับได้ จะเพิ่มความมั่นใจในการแกว่งไกวมากยิ่งขึ้น
- เช็กน้ำหนักของเปลที่รับได้ และไม่มีเสียงดังเวลาไกวเปล ก่อนซื้อควรอ่านคำแนะนำและตรวจสอบดูว่าเปลนั้นรับน้ำหนักได้แค่ไหน เช่น รับน้ำหนักได้ไม่เกิน 7-12 กิโลกรัม เพื่อจะได้ซื้อมาครั้งเดียวใช้ได้คุ้มค้ายาวนาน รวมถึงอ่านข้อกำหนดในคู่มือการใช้งานด้วย นอกจากนี้คือตรวจสอบว่าเปลชนิดนั้นๆ มีเสียงดังเวลาไกวหรือโยกแค่ไหน เพราะเสียงที่ดังเกินไปอาจรบกวนการนอนของลูกน้อยได้
- ตรวจสอบว่าผ่านการรับรองมาตรฐานหรือไม่ มีสิ่งอำนวยความสะดวก และฟังก์ชั่นในการใช้งานอะไรบ้าง เพื่อให้เปลไกวนั้นตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ในการใช้งาน และช่วยอำนวยความสะดวกในการไกวให้ลูกน้อย หรือกล่อมให้ลูกน้อยนอนหลับได้ง่ายและยาวนาน ไม่ต้องกล่อมนอนนาน รวมถึงมีมาตรฐานต่างๆ รับรอง
- ประเมินงบประมาณในการซื้อ ว่าจะใช้งบประมาณแค่ไหนให้เหมาะสม ไม่มากเกินไปตามสถานะของครอบครัว โดยเน้นเลือกซื้อที่การใช้งาน และความปลอดภัย เพื่อลูกน้อยและครอบครัว

7 เคล็ดลับเลือกเปลนอนเบบี๋ ลูกนอนหลับดี แม่มีความสุข
- เลือกเปลเปิดข้าง เพราะจะช่วยให้คุณแม่อุ้มลูกน้อยออกมาจากเปลได้สะดวก ไม่ต้องก้มมากจนเสี่ยงปวดหลัง และยังช่วยในการเปลี่ยนที่นอนให้ลูกได้ง่ายดายขึ้น
- เลือกเปลที่ปรับระดับและแรงของการไกวได้ มีเสียงไกวเงียบ เพื่อช่วยให้การไกวหรือกล่อมลูกนอนอยู่ในระดับที่ปลอดภัย ลูกรู้สึกถึงแรงที่สม่ำเสมอในการไหว และยังปลอดภัยป้องกันการไกวสูงหรือแรงเกินไป ช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับได้สบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
- เลือกที่มีการระบายอากาศดี เปลของลูกน้อยไม่ควรมีผ้าหรือวัสดุปิดทุกด้านจนดูอับทึบ แต่ควรมีตาข่ายระบายอากาศอย่างน้อยสัก 1-2 ด้าน เพื่อไม่ทำให้ลูกร้อนหรือรู้สึกอึดอัดเวลาเข้าไปนอนในเปล รวมถึงทำให้คุณแม่มองเห็นและสังเกตการนอนที่อาจผิดปกติ หรือดูแลเวลาลูกเจ็บป่วยไม่สบายได้ง่ายด้วย
- เลือกที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หากเป็นเปลไกวที่มีล้อเคลื่อนย้ายได้ หรือสามารถพับเก็บได้สะดวกยิ่งดี เพราะจะทำให้คุณพ่อคุณแม่สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งการนอนของลูกได้สะดวกตลอดเวลา ทั้งยังสามารถนำเปลนี้เดินทางไปที่ต่างๆ ได้เสมอ
- เลือกที่ปลอดภัย ไม่มีอุบัติเหตุระหว่างนอน นั่นคือการเลือกเปลที่มีการแกว่งที่ตั้งได้ มีระดับการโยกที่ปลอดภัย มีความสูงที่เหมาะสม หากไม่มีซี่กรงที่ลูกลอดได้ยิ่งดี รวมทั้งเปลต้องแข็งแรงตั้งได้ไมทั่นคงไม่โยกหล่นลงมาได้ รวมถึงแม้เวลาลูกปีนหรือดิ้นก็จะต้องไม่เอียงง่าย จนลูกตกเตียง ตลอดจนเปลต้องไม่มีช่องว่างที่ทำให้ลูกเอาอวัยวะลอดออกมาจนเป็นอันตรายได้ด้วย
- เลือกที่มีการปรับนอนลดกรดไหลย้อนได้ เนื่องจากจะช่วยลดอาการแหวะนม อาเจียน หรือลดกรดไหลย้อนหลังกินนมให้ลูกน้อยได้ โดยเปลรุ่นใหม่ๆ สามารถปรับระดับการนอนให้ศีรษะลูกอยู่สูงขึ้นได้ ซึ่งจะดีกว่าการนำหมอนมารองคอลูก เพราะจะทำให้ลูกคอพับ นอนหลับไม่สบาย หายใจไม่สะดวก
- เลือกที่ถอดซักทำความสะอาดได้ง่าย ได้ทุกชิ้นส่วน เพราะลูกต้องนอนทุกวัน และใช้เวลากับเปลยาวนาน หากเปลทำความสะอาดได้ง่าย ทำได้บ่อยๆ ก็จะทำให้ห้องนอนและบรรยากาศการนอนรอบตัวลูกน้อยดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง
สิ่งที่ต้องคำนึงถึง
- ควรเลือกฟูกให้พอดีกับเปล และไม่นุ่มเกินไปจนทำให้ลูกนอนจนลงไปกับที่นอน เพราะลูกอาจถูกกดทับจนหายใจไม่ออก
- ไม่วางหมอน ตุ๊กตา หรือผ้าห่มจนแน่นเปล เพราะอาจไปปิดหน้าตา ปิดจมูกปาก และทับร่างกายลูกได้
- หากเปลมีลูกกรง ซี่กรงควรมีระยะห่างไม่เกิน 2.5 นิ้ว เพื่อป้องกันลูกมุดแล้วศีรษะติดหรือหลุดลอดออกจากซี่กรงได้
- หากเปลมีของเล่นติดแน่นอยู่ ขต้องเช็กดูว่าของเล่นทุกชิ้นไม่หลุด หัก หรือแตกออกมาเป็นชิ้นเล็ก จนลูกหยิบเอาเข้าปากจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- ระมัดระวังไม่ให้เด็กโตกว่าไปโน้ม โถม ดึง ปีนป่าย หรือแกว่งโยกเปลของลูกน้อยทารก จนโค่นล้มหรือเป็นอันตราย
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
ทารกแรกเกิดถึง 28 วัน เป็นช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวอย่างมาก จากที่อยู่ในท้องคุณแม่อย่างอบอุ่นถึง 9 เดือน ออกมาเจอสภาพแวดล้อมภายนอก คุณแม่จึงจำเป็นที่ต้องดูแลอย่างอ่อนโยนเลยนะคะ อย่าง วิธีอาบน้ำทารก เรื่องดูแลทำความสะอาดร่างกาย อาบน้ำอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษเลยค่ะ วิธีอาบน้ำทารก ควรอาบน้ำวันละกี่ครั้ง คุณแม่มือใหม่ คุณพ่อมือใหม่ คงมีคำถามคาใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ใช่ไหมคะ ว่าทารกแรกเกิดควรอาบน้ำเช้า-เย็นหรือไม่ จริง ๆ แล้วเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 เดือน ควรจะอาบแค่วันละ 1 ครั้ง อาบในช่วงสายหรือบ่ายของวันเลยค่ะ และเด็กอายุ 1 เดือนขึ้นไปสามารถอาบน้ำได้วันละ 2 ครั้ง ส่วนการสระผมเด็กแรกเกิด – 2 เดือน สระเพียง 1 – 2 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้นค่ะ อุปกรณ์อาบน้ำเด็กแรกเกิด อ่างอาบน้ำใส่น้ำอุ่น อ่างอาบน้ำเด็ก ควรจะกันกระแทกได้ดี อาจจะมีแผ่นวัดอุณหภุมิน้ำ ช่วยทำให้คุณแม่หรือพี่เลี้ยงเตรียมน้ำให้น้องได้ง่าย ได้อุณหภูมิที่เหมาะสมกับสภาพผิวทารก สบู่เหลวอาบน้ำเด็กแรกเกิด ต้องมีความอ่อนโยน ค่า pH […]
พัฒนาการของเด็ก แบ่งได้หลายแบบ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คือ เด็กปกติทั่วไปจะมีลำดับขั้นของพัฒนาการใกล้เคียงกัน ถ้าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าเกิน 6 เดือนขึ้นไป ถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างที่ต้องรีบช่วยเหลือ และกระตุ้นพัฒนาการอย่างเร็วที่สุด พัฒนาการปกติในแต่ละช่วงวัยเป็นดังนี้ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Development) ช่วงวัย พัฒนาการ แรกเกิด งอแขนขา, เคลื่อนไหวเท่ากัน 2 ด้าน 1 เดือน หันหน้าซ้ายขวา 2 เดือน ชันคอ 4 เดือน ยกแขนดันตัวชูขึ้นในท่าคว่ำ 6 เดือน คว่ำหงายได้เอง 9 เดือน นั่งได้มั่นคง, คลาน, เกาะยืน 12 เดือน เกาะเดิน 15 เดือน เดินเองได้ 18 เดือน วิ่ง, ยืนก้มเก็บของ 2 ปี เตะลูกบอล, กระโดด 2 เท้า 3 ปี ขึ้นบันไดสลับเท้า, ถีบรถ 3 ล้อ 4 ปี ลงบันไดสลับเท้า, กระโดดขาเดียว 5 […]
เพราะความปลอดภัยคือเหตุผลอันดับ 1 ที่พ่อแม่ต้องควักเงินซื้อคาร์ซีทให้ลูกน้อย ก็เพื่อปกป้องลูกจากการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ปัจจัยที่รองลงมาคือ ลูกนอนสบาย ใช้งานง่าย และงบประมาณ มาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีท จริงๆแล้ววัดจากอะไร ก็ต้องเป็นวัสดุที่รองรับแรงกระแทกด้านใน ซึ่งคาร์ซีทแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อใช้วัสดุภายในที่ไม่เหมือนกัน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้ 1. EPS Foam และ EPP Foam EPS Foam (Polystyrene Foam) เป็นวัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทก ที่ใช้ใน หมวกกันน๊อค ช่วยปกป้องชีวิต ผู้สวมใส่ โฟมชนิดนึ้จึงถูกนำไว้ในคาร์ซีท ใช้รองรับแรงกระแทกสำหรับศีรษะและส่วนบนของร่างกายเด็ก ในกรณีที่เกิดการกระแทกโฟมจะแตกและจะกระจายแรงกระแทกออกไปโดยแทบไม่มีแรงสะท้อนกลับ จึงทำให้ได้เด็กปลอดภัย ดังนั้นผู้ผลิตคาร์ซีทระดับมาตรฐานสากลส่วนใหญ่ จึงนำโฟมชนิดนี้มาใช้ในคาร์ซีทเพื่อรองรับแรงกระแทกโดยเฉพาะ ส่วน EPP Foam (Polypropylene Foam) เป็นวัสดุที่คล้ายกับ EPS Foam แต่มีความยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่าย และทนความร้อนดีกว่า จึงนำไปผลิตเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.carseatsite.com/FAQ.htm 2. Urethane […]
ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยของคาร์ซีท#คาร์ซีทมือสอง ตามที่พ่อหมอเคยเขียนเรื่องการเลือกซื้อคาร์ซีทไว้แล้วตั้งแต่ตอนเปิดเพจครับ คลิกอ่านได้ครับที่https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1318721458224835&substory_index=0&id=1312969582133356 ก็เริ่มมีลูกเพจเริ่มถามเรื่อง “การซื้อคาร์ซีท” ในหัวข้อนอกเหนือจากคำถามเบื้องต้นครับ โดยเฉพาะเรื่อง “การซื้อคาร์ซีทมือสอง” หรือ “คาร์ซีทเก่า” ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมาร ฯ ของสหรัฐอเมริกา … บอกไว้ว่า เรื่องความปลอดภัย … หมอย้ำเสมอตั้งแต่เปิดเพจครับ เป็นเรื่องที่ผ่อนปรนไม่ได้#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ References: การใช้คาร์ซีทมือสอง
“ครรภ์เป็นพิษ” หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิตของคุณแม่ตั้งครรภ์ ถือเป็นภาวะไม่พึงประสงค์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัวคุณแม่เอง ครอบครัว รวมถึงคุณหมอสูติแพทย์ เนื่องจากหากคุณแม่ตั้งครรภ์มีภาวะครรภ์เป็นพิษ จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ค่อนข้างมาก โดยสถิติพบว่า10-15% ของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เสียชีวิตเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษ และมีร้อยละ 2-8% ของสตรีตั้งครรภ์มีภาวะครรภ์เป็นพิษ (ข้อมูลจากรพ.บำรุงราษฎร์) ฉะนั้นเพื่อไม่ให้คุณแม่ต้องมาเจอกับภาวะร้ายแรงนี้ ลองมาดูสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้ และเรียนรู้กันว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกัน หรือตรวจเช็กเพื่อรักษาได้ทันท่วงที ให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยปลอดภัยสุขภาพดีได้จนหลังคลอด ครรภ์เป็นพิษ ภาวะอันตรายในแม่ท้อง โดยภาวะครรภ์เป็นพิษที่มักพบส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์หลัง 20 สัปดาห์จนถึง 48 ชั่วโมงหลังคลอด แต่พบบ่อยคือหลังอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ แม่ท้อง รู้ก่อนรักษาได้ ชวนคุณแม่มาสังเกตอาการและสัญญาณต่างๆ ที่บอกถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที อาการหลักๆ ที่สำคัญแสดงถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ได้แก่ การที่คุณแม่มี “ความดันโลหิตสูง” 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ร่วมกับตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะมากกว่า 300 มิลลิกรัมใน 24 ชั่วโมง และคุณแม่มีอาการ “บวม” ผิดปกติที่คุณหมอตรวจแล้วว่าไม่ได้บวมเพราะเป็นโรคไตหรืออื่นๆ รวมถึงมีอาการบวมที่มือ เท้าและใบหน้า ปวดศีรษะมาก ตาพร่ามัว อาเจียน คลื่นไส้ […]
