7 แบบ เป้อุ้มทารก 1 เดือน เลือกแบบไหนดี ? BabyGift แนะนำ !
เมื่อลูกน้อยอายุ 1 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มต้องพาลูกออกจากบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะพาไปหาหมอ หรือพาไปทำธุระต่าง ๆ ซึ่งถ้าพูดถึงการพาเด็กเล็กออกไปนอกบ้าน นอกจากจะต้องมีรถเข็นเด็กที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกน้อยแล้ว คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนอาจจะกำลังมองหา เป้อุ้มทารก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราอุ้มลูกได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ทำให้เมื่อยจนเกินไปเพราะช่วยถ่ายเทน้ำหนักได้ดี สำหรับบทความนี้เราจะพูดถึงเรื่องของการเลือกซื้อเป้อุ้มทารกอย่างไรดีให้เหมาะกับลูกน้อยของเรา ตามไปดูกันเลยค่ะ
BabyGift ชวนคุณแม่เลือก เป้อุ้มทารก 1 เดือน พร้อม 7 แบบเป้แนะนำ
เป้อุ้มทารก 1 เดือน จำเป็นหรือไม่ ? มีประโยชน์อย่างไร ?
ก่อนที่ BabyGift จะแนะนำแบบเป้ที่ดีกับลูกน้อยให้กับคุณแม่ ขอพาไปทำความรู้จักกับเป้อุ้มทารกกันก่อนนะคะ เป้อุ้มเด็ก หรือกระเป๋าอุ้มเด็กทารกเป็นอุปกรณ์ทุ่นแรงให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการอุ้มลูกน้อยด้วยตัวเอง และยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีใครดูลูก เหมาะสำหรับการอุ้มเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงแรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 – 3 ขวบ ซึ่งเป้อุ้มเด็กจะมีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็ก เพราะมักจะไม่มีคนดูแลเด็กเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องออกไปทำธุระอื่น ๆ นอกบ้าน หรือโดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องทำงานบ้านหรือทำธุระต่างๆ ซึ่งสามารถใช้เป้อุ้มเด็กเพื่อให้ลูกอยู่กับตัวเองได้ และสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งคุณแม่สามารถใช้เป้อุ้มทารกได้ตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึงอายุ 1 ขวบขึ้นไป เราไปดูประโยชน์ของเป้อุ้มเด็กกันต่อเลยค่ะ
- ช่วยทุ่นแรงให้กับคุณพ่อคุณแม่เวลาอุ้มลูก โดยไม่ทำให้ปวดเมื่อยจนเกินไป
- ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เพราะได้อยู่ใกล้ชิดคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา
- ทำให้คุณแม่ฟื้นตัวหลังคลอดได้ดี เพราะช่วยปรับปรุงท่าทางและความแข็งแรงให้กับคุณแม่ได้
- การใช้เป้อุ้มเด็กทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น และอาจช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าหลังคลอดของคุณแม่ได้ด้วย
- นอกจากนั้นการพาลูกออกไปนอกบ้าน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้เป้อุ้มทารก 2 เดือนขึ้นไป จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับลูกน้อยให้ได้เรียนรู้สิ่งแวดล้อมแปลกใหม่ได้อีกด้วยค่ะ
ซึ่งนอกจากประโยชน์ที่เล่าไปข้างต้นแล้ว ยังมีข้อดีอื่น ๆ ที่จะตอบคำถามคุณแม่อีกว่า ทำไมถึงควรใช้เป้อุ้มเด็ก ซึ่ง BabyGift เคยเขียนเอาไว้แล้ว ลองตามไปอ่านเพิ่มเติมกันดูนะคะ

เลือกเป้อุ้มเด็ก อย่างไรดี ? ถึงจะดีต่อลูกน้อยมากที่สุด
คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจมีความกังวลว่าการใช้เป้อุ้มเด็ก จะทำให้ลูกของเราขาโก่งหรือเปล่า ความจริงแล้วนั้น การที่เด็กขาโก่งไม่ได้เป็นผลมาจากการใช้เป้อุ้มเด็ก การอุ้มเข้าเอว หรือการใส่ผ้าอ้อมแต่อย่างใด แต่เกิดจากกรรมพันธ์ุและความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้ว กระดูกขาของเด็กเล็กนั้นจะมีความโค้งงอเล็กน้อย และจะค่อยๆ ยืดตรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กโตขึ้น
สำหรับคุณแม่ที่อยากได้ข้อมูลเรื่องเป้อุ้มเด็ก ใช้แล้วลูกขาโก่งไหม BabyGift เคยเขียนเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ลองอ่านเพิ่มเติมกันดูได้เลยนะคะ อย่างไรก็ตาม ควรเลือกเป้อุ้มเด็กที่สอดคล้องกับสรีระของเด็กเล็ก เป็นเป้ที่ลูกสามารถหันหน้าเข้าหาตัวคุณพ่อคุณแม่ได้ และสามารถรองรับกระดูกสันหลังและศีรษะของทารกได้ดี มีความยืดหยุ่นที่เด็กสามารถเอนตัวและขยับเคลื่อนไหวสะโพกได้ เพราะถ้าเลือกเป้อุ้มเด็กที่เมื่อเด็กนั่งแล้วมีท่าทางไม่สอดรับกับสะโพก หากนั่งท่านี้นานๆ ก็มีโอกาสที่จะบาดเจ็บหรือข้อสะโพกหลุดได้ แล้วจะเลือกเป้อุ้มเด็กอย่างไรดี มาดูสิ่งที่จะต้องพิจารณากันค่ะ
- เลือกเป้อุ้มเด็กที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการบาดเจ็บหรือความผิดปกติทางสรีระ
- มีโครงสร้างที่ทำจากวัสดุแข็งแรงและทนทาน มีความปลอดภัย อาจพาลูกไปทดลองนั่งเป้ด้วย เพื่อที่จะได้รู้ว่าเหมาะกับลูกของเราหรือไม่
- ควรเลือกเป้อุ้มเด็กที่ลูกนั่งแล้วอยู่ในท่าทางที่สบายและถูกสรีระ ไม่เสี่ยงต่อการเกิดข้อสะโพกหลุด สามารถขยับแขนขาและศีรษะได้โดยที่ไม่ทำให้ลูกอึดอัด
- เลือกเป้อุ้มเด็กที่มีสายสะพายไหล่บุนวมกว้างๆ มีที่พาดหลังและสายคาดเอวกว้างๆ ซึ่งจะช่วยกระจายน้ำหนักของเด็กได้อย่างสม่ำเสมอและช่วยลดแรงกดบนไหล่ของเรา
- เลือกเป้อุ้มเด็กที่สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่ทำให้ลูกร้อนหรืออึดอัดจนเกินไป ควรเลือกวัสดุที่มีคุณภาพดีและทำให้ลูกอยู่ในเป้อุ้มเด็กได้อย่างสบายมากที่สุด
7 แบบ เป้อุ้มทารก 1 เดือน คุณภาพดีที่ BabyGift แนะนำ

1. เป้อุ้มเด็ก HAENIM 9 (Hipseat Carrier)
แบบแรกที่อยากแนะนำสำหรับเป้อุ้มทารก 1 เดือนขึ้นไป คือ HAENIM 9 รุ่น Hipseat Carrier ให้คุณพ่อคุณแม่อุ้มลูกได้อย่างสบาย ไม่ทำให้ปวดหลัง ด้วยการออกแบบที่รองรับกับสรีระของเด็ก มั่นใจว่าปลอดภัยต่อลูกน้อย ผลิตและนำเข้าจากประเทศเกาหลี ดูแลรับประกันสินค้านาน 2 ปี
จุดเด่น
- ฐานนั่งแบบ M-Shaped ให้ลูกน้อยนั่งอย่างถูกสรีระ ป้องกันข้อต่อสะโพกอักเสบ
- มีแผ่นพยุงศีรษะ ป้องกันลูกคอพับและกระดูกคอเคลื่อน
- มีผ้าซับน้ำลาย Organic ไม่ระคายเคืองผิวลูก สามารถถอดซักได้
- มีหมวกคลุมศีรษะ ปกป้องแสงแดดให้ลูก สามารถถอดได้
- ระบายอากาศดี ไม่ร้อนทั้งลูกน้อยและคนอุ้ม
- สายสะพายใหญ่ หนานุ่ม กระจายน้ำหนักได้ดี ไม่ทำให้เมื่อยไหล่
- สายคาดเอวขนาดใหญ่ ช่วยอุ้มลูกสบายขึ้น ไม่ปวดหลัง
- ฐานนั่ง Hipseat โค้งรับช่วงท้อง หนานุ่ม ไม่อึดอัด ไม่กดแผลผ่าคลอดคุณแม่
การใช้งาน : 0 – 3 ปี รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม
แบรนด์ : ประเทศเกาหลี

2. เป้อุ้มเด็ก HAENIM 9 Plus (Hipseat Carrier)
อีกหนึ่งแบบเป้อุ้มเด็กเพื่อสุขภาพที่ผลิตและนำเข้าจากประเทศเกาหลี รุ่นนี้พิเศษมี Newborn Support ซัพพอร์ทการอุ้มเด็กตั้งแต่แรกเกิด ไม่ว่าคุณแม่จะมองหาเป้อุ้มเด็กแรกเกิด เป้อุ้มทารก 1 เดือนขึ้นไป ก็ตอบโจทย์ค่ะ
จุดเด่น
- ฐานนั่งแบบ M-Shaped ให้ลูกน้อยนั่งอย่างถูกสรีระ ป้องกันข้อต่อสะโพกอักเสบ
- มีแผ่นพยุงศีรษะ ป้องกันลูกคอพับและกระดูกคอเคลื่อน
- มีผ้าซับน้ำลาย Organic ไม่ระคายเคืองผิวลูก ถอดซักได้
- มีหมวกคลุมศีรษะ ปกป้องแสงแดดให้ลูก สามารถถอดได้
- วัสดุภายนอกทำจากผ้า Melange ผ้าที่เกิดจากเส้นใยมากกว่าสองสีที่อยู่รวมกัน ทำให้มีความสวยงาม อีกทั้งยังช่วยป้องกันละอองฝน และแสงแดด
- ระบายอากาศดี ไม่ร้อนทั้งลูกน้อยและคนอุ้ม
- มีสายสะพายขนาดใหญ่ หนานุ่ม กระจายน้ำหนักได้ดี ช่วยให้ไม่เมื่อยไหล่ขณะอุ้ม
- สายคาดเอวขนาดใหญ่ ช่วยอุ้มลูกสบายขึ้น ไม่ปวดหลัง ทำจากวัสดุ Polyurethane ช่วยลดแรงกดทับหน้าท้องได้ดี
- ฐานนั่ง Hipseat โค้งรับช่วงท้อง หนานุ่ม ไม่อึดอัด ไม่กดแผลผ่าคลอดของคุณแม่
การใช้งาน : 0 – 3 ปี รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม
แบรนด์ : ประเทศเกาหลี

3. Pognae เป้อุ้มเด็ก รุ่น No.5
นี่คือเป้อุ้มทารก 1 เดือน ไปจนถึงอายุ 3 ปี ที่ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยเนื้อผ้า Waterproof ของแบรนด์ POGNAE จากประเทศเกาหลี สามารถใช้งานได้ในกลางแจ้ง เนื้อผ้ามีส่วนผสมระหว่างเส้นใยผ้ายออร์แกนิกและ Polyester อ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อย
จุดเด่น
- เนื้อผ้ากันนั้นที่ผสมระหว่าง Organic cotton และ polyester อ่อนโยนต่อผิวเด็กและดูแลรักษาง่าย
- มีที่พยุงคอและระบบระบายอากาศแบบม้วนเก็บได้
- เลือกเปลี่ยนสายรัดเพื่อใช้งานได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นนั่งอย่างเดียว หรือพร้อมสายรัดแบบเป้
- สามารถอุ้มได้จากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เด็กหันหน้าเข้าหรือออกได้ทั้งสองแบบ
- รับประกันความพอใจ อุ้มเด็กไม่ปวดหลัง 100%
- รองรับสรีระของผู้อุ้มและลูกน้อยได้ตามหลักสรีรศาสตร์
การใช้งาน : ตั้งแต่แรกเกิด – 3 ปี รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม
แบรนด์ : ประเทศเกาหลี

4. BABY & ME เป้อุ้มเด็ก
Baby & Me เป็นแบรนด์เป้อุ้มเด็กอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับรางวัลมากมาย เช่น Good Design Award / Kids Design Award / No.1 Parenting Award จึงรับรองได้ว่าเป็นเป้อุ้มทารก 1 เดือนที่มีคุณภาพดี ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
จุดเด่น
มีการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยโอซาก้าเรื่องน้ำหนักของเด็กขณะใช้เป้อุ้ม จะทำให้เบาลงไปได้ถึง 53% (ทดสอบกับเด็กช่วงน้ำหนัก 6.5 kg. -11.2 kg.)
- ได้รับการออกแบบโดยการศึกษาวิจัยเรื่ององศาการลงน้ำหนักที่ถูกต้อง ไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ปวดไหล่ หลัง เข่า
- เบาะนั่งมีการทำซัพพอร์ตก้นเด็ก ทำให้เวลาลูกนั่งจะไม่เมื่อย ไม่ปวดก้น นั่งสบาย ถูกสรีระ
- มีอุปกรณ์ซัพพอร์ตตัวและคอของเด็ก เหมือนถูกคุณพ่อคุณแม่กอดไว้
- เนื้อผ้าเป็น Waterproof Fabric ง่ายต่อการทำความสะอาด
- มีตาข่ายเปิดระบายอากาศ ไม่ทำให้ลูกร้อน แต่หากต้องการให้อบอุ่นขึ้นก็สามารถรูดซิปปิดได้
การใช้งาน : ตั้งแต่แรกเกิด – 3 ปี รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม
แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น

5. เป้อุ้ม Hugpapa รุ่น Dial-Fit Pro (3in1 Hip Seat Carrier)
รุ่นนี้มาพร้อม BOA เทคโนโลยีใหม่ที่ปรับกระชับตัวได้ง่ายมากขึ้นแค่เพียงหมุน ใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปรับได้พอดีกับสรีระทุกคน มีน้ำหนักเบาสบาย สามารถอุ้มลูกน้อยได้ตั้งแต่แรกเกิด ไม่ว่าจะมองหาเป้อุ้มเด็กแรกเกิด, 1 เดือน หรือว่า เป้อุ้มทารก 2 เดือนขึ้นไป แบบนี้ก็ตอบโจทย์ค่ะ
- วัสดุฮิปซีทออกแบบพิเศษ 2 ชั้น โดยทำจาก Polyurethane และ EPP จึงทำให้สัมผัสนุ่มพิเศษ นั่งแล้วไม่ยวบ ไม่เสียทรง คืนรูปรวดเร็ว น้ำหนักเบา
- ฮิปซีทที่นั่งเอียง 23 องศา ช่วยให้ลูกนั่งสบายมากขึ้น และเป็นแบบ M-Shape ป้องกันข้อสะโพกหลุด
- ฮิปซีทเว้าโค้งช่วยให้เข่าและสะโพกเด็ก อยู่ในระดับเดียวกัน และโค้งรับหน้าท้องไม่กดแผลผ่าคลอด
- ได้รับการรับรองจากสถาบัน IHDI ลูกนั่งสบายอย่างปลอดภัย ไม่ทำให้ขาโก่ง หลังงอ
- มีหมวกคลุมศีรษะ ป้องกันแสงแดดให้ลูกน้อย
- มีผ้าซับน้ำลาย Organic ไม่ระคายเคืองผิว ถอดซักได้
- มีแผ่นพยุงศีรษะลูกน้อย ป้องกันปัญหาคอพับ
- ช่องตาข่ายระบายอากาศ สามารถเปิดระบายเหงื่อและความร้อนได้
- สายคาดเอวระบายอากาศได้ดี วัสดุเป็นตาข่ายแบบนุ่มพิเศษ ไม่ร้อน
- สายล็อคเป็นวัสดุหัวแม่เหล็ก ช่วยให้ติดและถอดออกได้สะดวกกว่า หัวล็อคทั่วไป
การใช้งาน : 0 – 36 เดือน รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 20 กิโลกรัม
แบรนด์ : ประเทศเกาหลี

6. Pognae เป้อุ้มเด็ก รุ่น No.5 Plus
เป้อุ้มเด็ก Pognae No.5 Plus สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดเป็นต้นไป ซึ่งอุปกรณ์ที่นั่งเสริมสำหรับเด็กแรกเกิดของ No.5 Plus นั้นถูกออกแบบมาอย่างประณีตและถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ จึงช่วยให้อุ้มเด็กอ่อนได้อย่างกระชับปลอดภัย
จุดเด่น
- มีส่วนเสริมเด็กแรกเกิด Newborn Support ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ทำให้อุ้มเด็กอ่อนได้อย่างปลอดภัย
- ซิปไร้เสียง Noiseless Waist Belt ช่วยไม่ให้มีเสียงดังที่เกิดจากการถอดเข็มขัด Hipseat เวลาเด็กหลับ
- มีที่ปรับขา 3 ระดับ ปรับความกว้างตามช่วงขา เพื่อรองรับสรีระของลูกที่ต่างกันตามช่วงอายุและท่าของการอุ้ม
- ถูกหลักการยศาสตร์ (Ergonomic) ทำให้การอุ้มเด็กอยู่ในลักษณะ M Shape
ให้ลูกรักนั่งสบาย ขาไม่ถ่าง คนอุ้มไม่ปวดหลัง การันตีด้วยตราขององค์กรกระดูกนานาชาติ สถาบันโรคสะโพกหลุด International Hip Dysplasia
- เป็นชุดเป้อุ้มเด็กแบบออลอินวัน ALL-IN-ONE baby carrier (Hipseat, Hipseat Carrier, Baby Carrier)
การใช้งาน : 0 – 36 เดือน รองรับน้ำหนักมาถึง 20 กิโลกรัม
แบรนด์ : ประเทศเกาหลี

7. Pognae เป้อุ้มเด็ก รุ่น No.5 Max
ไม่ว่าจะมองหาเป้เด็กแรกเกิด หรือเป้อุ้มทารก 1 เดือนขึ้นไป POGNAE รุ่น NO.5 Max นั้นก็รวมทุกสิ่งที่ดีที่สุดไว้ในเป้รุ่นเดียว ทั้งผ้าอุ้มเด็ก Step One Shawl uv Air หรือผ้าอุ้มเด็กแรกเกิด พร้อมระบบ Safety Lock Upgrade ถอดเป้ได้เงียบกริบ ไม่ต้องกลัวลูกตื่น ได้รับการรับรองจากสถาบัน IHDI ขาไม่โก่ง หลังไม่งอ ปลอดภัยทุกวินาทีที่อยู่บนเป้
จุดเด่น
- มี Baby Stay ที่พยุงก้นลูก ออกแบบตามหลักสรีรวิทยา
- Breathable Cool Mesh ระบบระบายอากาศรอบทิศทาง เหมาะกับอากาศประเทศไทย
- ถูกหลัก Ergonomic ทั้งผู้อุ้มเเละลูกน้อย
- มีแกนพยุงสะบัก ไม่ก่อให้เกิดอาการปวดคอ บ่า ไหล่
- เหล็กเสริมพยุงหลัง 4 ชั้น ไม่ทำให้ปวดหลัง เอว สะโพก กระจายน้ำหนักได้ดี
- ผ้า Waterproof กันน้ำ ไม่เก็บความชื้น
- ปรับ M Shape / U Shape ได้ตามสรีระและการเติบโตของลูก ไม่ทำให้ลูกมีปัญหาขาโก่งตามมา
การใช้งาน : ตั้งเเต่เเรกเกิด – 6 ขวบ รองรับน้ำหนักมาถึง 20 กิโลกรัม
แบรนด์ : ประเทศเกาหลี
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาเป้อุ้มเด็กแรกเกิด เป้อุ้มทารก 1 เดือน หรือเป้อุ้มทารก 2 เดือนขึ้นไป ก็น่าจะมีตัวเลือกในใจกันบ้างแล้ว หรือถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเลือกแบบไหนดี สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าได้ที่ร้าน BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยมาลองนั่งเป้อุ้มเด็กได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟทั้ง 5 สาขา ใกล้บ้าน หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
อ้างอิงที่มาข้อมูลบางส่วนจาก https://wearmybaby.co.uk/12-reasons-to-use-a-baby-carrier/
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
แม่ๆ ดาราเซเลบคนดังร่วมแสดงความยินดีกับงานฉลองเปิดร้าน BabyGift สาขา เซ็นทรัลเวิลด์แบรนด์ผู้นำเข้า คาร์ซีท, รถเข็นเด็ก, เก้าอี้ทานข้าว, เป้อุ้มเด็ก และผลิตภัณฑ์สำหรับลูกน้อยที่ดีที่สุดทั้งจากประเทศญี่ปุ่น, เกาหลี และ สหรัฐอเมริกาอย่าง #APRICA #AILEBEBE #PRINCEANDPRINCESS #REALKIDS และอีกมากมาย และในงานยังเปิดตัวสินค้านวัตกรรม 3 รุ่นใหม่ได้แก่ รถเข็นเด็กพับเล็ก #Aprica #NanoSmart, คาร์ซีท #Ailebebe #Kurutto4Grance และ #Ecowell เครื่องผลิตสเปรย์ฆ่าเชื้ออเนกประสงค์ #BabyGift #CentralWorld #BabyBestItems #BabyProducts BabyGift สาขา Central World ชั้น 2 โซนลานไอซ์สเก็ตเปิดบริการ 10.00 – 22.00 น. ทุกวันโทร. 095-851-8521LINE ID : bbg_ctw
วัย 0-3 ปี คือช่วงเวลามหัศจรรย์ของเด็กทุกคน ช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกาย สมอง และความคิด Aprica วิจัยมากว่า 70 ปี โดยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ดีเยี่ยม ให้คุณดูแลลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขที่สุด ตามหลัก 8.3.8 ซึ่งประกอบด้วย 8 พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กทารก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่ 3 พัฒนาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ #เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้ พ่อแม่จึงต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาการที่ดี ทั้งสมองและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้แข็งแรงพร้อมเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน จุดเริ่มต้นในการเคลื่อนไหวร่างกายของทารกในช่วงขวบปีแรกนั้น มาจาก กล้ามเนื้อคอ ไม่ว่าจะคว่ำ คลาน นั่ง ยืนไปจนกระทั่งเดินได้ในที่สุด และเพราะเด็กทารกในวัยแรกเกิดจะมีขนาดศีรษะเท่ากับ 1 ใน 4 ของร่างกาย ซึ่งถือได้ว่ามีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับ ขนาดของร่างกายโดยรวม จึงต้องใส่ใจดูแลต้นคอที่ต้องรับหนักศีรษะนี้เป็นพิเศษ เราควรจัดท่านอนให้ศีรษะและคอตั้งตรง และมีการประคองช่วงคอได้อย่างพอดี เพื่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวที่ดีของลูก ในทารกวัยแรกเกิดจะใช้ท้องเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ช่วยในการหายใจ และเพราะหลอดลมยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จึงอาจเกิดสภาวะหายใจติดขัด หายใจแรง หากบริเวณท้องงอตัวหรือถูกกดทับ จึงควรจัดให้ลูกนอนในท่านอนราบ ให้ช่องท้องเหยียบตรง หายใจได้ทั่วท้อง เพื่ออ๊อกซิเจนจะได้ไปเลี้ยงสมมองได้มากขึ้น เพราะกระดูสันหลังและข้อต่อบริเวณสะโพกของทารกที่เชื่อมต่อกันแบบหลวมๆ […]
เกิดมาเป็นคุณแม่ยุค New Normal แม้ชื่อจะดูเท่ แต่มันก็มาพร้อมกับความยากลำบากนิดๆ เพราะต้องใช้ชีวิตแบบอุปกรณ์เยอะ ไหนจะหน้ากาก ไหนจะเจลแอลกอฮอล์ แถมพิธีรีตองเยอะกว่าเดิม และโลกที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นแบบนี้ ใช่ว่าเราจะเดินเข้าออกจากบ้านได้อย่างสบายใจเสียเมื่อไหร่ เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าคุณแม่ที่มีลูกน้อยในยุค New Normal แบบนี้จะต้องทำอะไรบ้างก่อนออกจากบ้าน และทำอะไรบ้างเมื่อกลับมา 4 ข้อควรทำก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน 1.เช็คอัพเดทติดตามยอดผู้ป่วยกันซักนิด ถึงแม้ว่าช่วงนี้สถานการณ์จะดูเบาลง แต่ก็ไม่ควรละเลยน้า ตอนนี้มีช่องทางมากมายให้คุณแม่ได้เช็คข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นข่าวสดจากทางโทรทัศน์ ที่คอยรายงานข่าวเกี่ยวกับยอดผู้ป่วยและสถานการณ์ COVID ในแต่ละวันอยู่ตลอด หรือจะเป็น Social Media ต่างๆ ที่สรุปข่าวมาให้ไม่เว้นแต่ละวัน การติดตามสื่อเหล่านี้จะช่วยให้เราอัพเดทเรื่องราวข่าวสารเกี่ยวกับเจ้าโรคร้ายเป็นประจำ แถมยังทำให้เราทราบถึงพื้นที่ที่กำลังระบาด จะได้หลีกเลี่ยงได้ทันท่วงที อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณแม่ชื่นชอบที่จะติดตามข่าวสารจากทาง Social Media มากกว่าช่องทางอื่น คุณแม่อย่าลืมกรองข่าวให้ดี เพราะอย่าลืมว่า Social Media เป็นแหล่งรวมของข่าวลวงอันดับหนึ่งเลยนะ 2. พกหน้ากากให้เป็นนิสัย ก่อนหน้านี้ เวลาจะออกจากบ้านเราก็มักจะส่องกระจกดูว่าแต่งตัวแต่งหน้าเรียบร้อยรึยัง แต่ตอนนี้ ก่อนออกจากบ้าน คุณแม่จะต้องส่องกระจกเพื่อเช็คดูว่าใส่หน้ากากพร้อมลุยแล้วหรือยังแทน คุณแม่ควรจะมีหน้ากากอย่าน้อยสองอันพกติดตัวไว้ เผื่อทำหายระหว่างทาง แล้วก็นอกจากจะเช็คหน้ากากของตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมดูของลูกน้อยด้วยล่ะ! ตอนนี้หลายๆ […]
คาร์ซีทเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีสำหรับลูกน้อยของเราตั้งแต่ช่วงแรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 ปี เพื่อความปลอดภัยขณะนั่งรถยนต์ ประกอบกับมีการออกกฏหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2566 ให้ใช้คาร์ซีทในเด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปี ยกเว้นรถรับจ้างหรือรถสาธารณะ ดังนั้นทุกบ้านควรจะต้องเตรียมคาร์ซีทให้พร้อมตั้งแต่ก่อนคลอด เพราะต้องให้ลูกน้อยนั่งตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล ปัจจุบันคาร์ซีทก็มีหลายแบบมาก คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกแบบไหนดี หรือจะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยได้มาตรฐาน และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ BabyGift มีมาแนะนำแล้วค่ะ จะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ? แนะนำวิธีเลือกคาร์ซีทเด็กแรกเกิด มั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย ผู้ปกครองบางท่านอาจเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมต้องใช้คาร์ซีทสำหรับลูกน้อย ขอบอกว่า คาร์ซีทนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ค่ะ คาร์ซีทเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งในรถยนต์ของคุณพ่อคุณแม่เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กๆ ในขณะที่นั่งรถยนต์ เพื่อป้องกันหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด คาร์ซีทจะช่วยลดโอกาสบาดเจ็บรุนแรง หรือลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ ซึ่งคาร์ซีทก็มีหลายแบบมาก มีตั้งแต่คาร์ซีทเด็กแรกเกิด คาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก และคาร์ซีทสำหรับเด็กโต นอกจากจะมีหลากหลายแบบแล้วก็ยังมีหลายยี่ห้อด้วย แล้วจะเลือกอย่างไรดี จะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ? ให้กับลูกรักของเรา มารู้จักกับแต่ละประเภทของคาร์ซีทให้มากขึ้นก่อน ไปดูยี่ห้อที่ BabyGift แนะนำกันค่ะ คาร์ซีทเด็กแรกเกิด […]
คุณแม่มือใหม่มักจะชอบถามว่า “ฝากท้องเมื่อไหร่ดี” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ตอนนี้เลยค่ะ! คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องนะคะ เนื่องจากระยะเวลาตลอด 40 สัปดาห์ที่ตั้งครรภ์นั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะเวลาฝากครรภ์คุณแม่จะได้ยาบำรุงมาทานด้วย แถมยังได้รับการดูแลดีๆ จากคุณหมออีกต่างหาก เจอคุณหมอบ่อยๆ จะได้อุ่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเวลาเกิดอาการแปลกๆ กับตัวเราด้วย เวลาไปฝากครรภ์คุณหมอคุณพยาบาลจะถามอะไรบ้างนะ? เวลาไปฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอและคุณพยาบาลจะถามคำถามเหล่านี้กับคุณแม่ค่ะ ตื่นเต้นจัง จะต้องตรวจอะไรบ้างนะ? ประโยชน์ของการฝากครรภ์มีอะไรบ้างนะ? นอกจากนี้ การพบคุณหมอทุกๆ เดือนก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจและได้รับการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละไตรมาสอีกด้วยค่ะ เวลาไปฝากครรภ์จะเตรียมเงินไปเท่าไหร่ดี ค่าใช้จ่ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลเลยค่ะ หากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล คุณแม่อาจใช้สิทธิ 30 บาทในการฝากครรภ์ได้ ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน การฝากครรภ์แต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับการตรวจรักษาในวันนั้นค่ะ หรือบางโรงพยาบาลอาจมีแพ็กเกจการฝากครรภ์แบบเหมาจ่ายด้วยนะ ฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ เลือกไม่ถูกเลย คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้นะ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่แล้วอาจมีปัญหาในการเดินทางได้ค่ะ สถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้นะคะ การฝากครรภ์นั้นไม่มีคำว่าเร็วเกินไป แต่หากคุณแม่ประวิงเวลาไม่ยอมไปฝากครรภ์หรือไปไม่ตรงตามที่คุณหมอนัดแล้วล่ะก็ จะส่งผลเสียต่อลูกน้อยในครรภ์ได้แน่นอนเลยล่ะ
พอใกล้คลอด คุณแม่หลายคนก็มองหาวิธีหรือเคล็ดลับที่จะทำให้คลอดลูกง่าย หรือคุณแม่บางคนก็อาจจะเริ่มหาข้อมูลตั้งแต่เริ่มท้องเลยก็ว่าได้ คุณแม่สมัยนี้ส่วนใหญ่มักจะเลือกผ่าคลอดกันอยู่เยอะ เพราะสามารถเลือกฤกษ์งามยามดี แถมไม่ต้องทนเจ็บท้อง หรือรอลุ้นว่าจะปวดท้องคลอดตอนไหน ส่วนคุณแม่ที่อยากคลอดธรรมชาติ ก็อาจจะเคยได้ยินมาว่าการเดินบ่อยๆ จะช่วยทำให้คลอดลูกได้ง่าย ความเชื่อนี้จริงหรือไม่ แล้วถ้าจริง มันเป็นไปได้ยังไง สำหรับในบทความนี้ เรานำความรู้ดีๆ มาฝากกันค่า ประโยชน์ของการเดิน 1.การเดินเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าคุณหมอต่างก็แนะนำให้คุณแม่ท้องทุกคนออกกำลังกายเบาๆ ไม่หักโหม หรือไม่ออกแรงมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเล่นโยคะ ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การเดิน เพราะการออกกำลังกายจะทำให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และรับออกซิเจนได้เต็มปอด 2. การเดินช่วยกระตุ้นฮอร์โมน การเดินจะช่วยหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่าออกซิโตซิน ซึ่งสร้างมาจากต่อมใต้สมอง เจ้าฮอร์โมนตัวนี้เป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมากระตุ้นให้มดลูกหดบีบตัว และทำให้ลูกน้อยออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างไม่นานเกินรอค่ะ 3.เรียนรู้จังหวะการหายใจ ในตอนที่คุณแม่เดิน ก็เหมือนกับคุณแม่ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เรียนรู้ลมหายใจ เรียนรู้การหายใจเข้า หายใจออก อย่าลืมว่าการหายใจเข้าออกแต่ละครั้งก็ควรทิ้งช่วงห่าง อย่าหายใจถี่เกินไป เพราะจะทำให้คุณแม่เหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม คุณแม่ที่คุ้นชินกับการหายใจจะช่วยให้สามารถบังคับแรงเบ่งได้ในตอนคลอดได้ด้วยนะ ข้อเสียของการเดินที่เยอะเกินไป […]
